::: ประวัติสถาบันมัจลิซุดดีนี ::: PDF พิมพ์ อีเมล

เขียนที่...บ้านของข้าพเจ้า
เล่าประวัติความเป็นมาของโรงเรียนที่ดินที่บ้านและโรงเรียนมัจลิซุดดีนี
เดิมข้าพเจ้าอยู่ที่บางอ้ออยู่ที่บ้านนายห้าง  (บ้านขาว)  ในขณะอยู่ที่บ้านขาว  เขาให้อยู่ที่ของเขา  กินอยู่อย่างสบาย  ไม่ต้องทำอะไร  เขาให้สอนหนังสือเพียงอย่างเดียว  ต่อมาข้าพเจ้ามีความคิดว่า  เรามาอยู่ที่ของเขาไม่สำเร็จ  พอเวลาข้าพเจ้าตายไปแล้ว  ลูกหลานจะไปอาศัยอยู่ที่ไหน


ต่อมาข้าพเจ้าก็ขอดุอาอฺให้ได้ไปทำฮัจญ์ที่มักกะฮ์  ตั้งใจจะไปขอที่มุลตะซัม  ขอให้มีที่สัก 2 งานเมื่อเราตายไปลูกหลานจะได้อยู่กันต่อไป  ปีนั้นได้ไปทำฮัจญ์อย่างที่เราเหนียตไว้  ภายหลังจากที่เรากลับมาแล้วโต๊ะเยาะดินที่อยู่สะพานควาย  (บางมด)  เขาว่าดอยีเลาะห์  (บางมด)  เขาจะให้ที่ครู  2  ไร่  เขาให้ครูไปอยู่บางมด  เขาซอดาเกาะฮฺให้เลย  ไม่ใช่วาก๊าฟ  ก่อนนั้นที่มันยังไม่เจริญ  อิสลามวิทยาลัยก็ยังอยู่บางซื่อ  ในขณะนั้นผมมาสอนหนังสือที่คลองตัน  แทนอัลมัรฮูมครูเลาะห์สอน  ผมก็เลยปรึกษาจูยีโซ๊ะว่า  ดอยีเลาะห์  (บางมด)  เขาให้ผมไปอยู่ที่บางมด

ภายหลังจูยีโซ๊ะก็พูดออกมาว่า  ?ที่ที่บางมดมันราคาเงิน  ที่ที่บ้านป่ามันราคาทองคำ?  เพราะว่าที่เริ่มเจริญแล้วและครูก็มีลูกศิษย์เยอะแล้ว  ครูอย่าไปเลย  ฉันซอดาเกาะห์ที่ดินให้ครู  1  งาน  และฉันขายให้ครู  1  งาน  ข้าพเจ้าพูดว่า  ?จะเอาเงินที่ไหนไปซื้อจูยีอีก  1  งาน?  จูยีโซ๊ะก็บอกว่า  หลังจากครูสอนหนังสือแล้ว  ครูก็ประกาศว่าใครจะซื้อที่ดินซอดาเกาะฮฺให้กับผมบ้าง  ต่างคนก็ช่วยกันซื้อซอดาเกาะฮฺให้คนละ  5  วา  10  วา  ผลที่สุดก็ได้ที่ดินอีก  1  งานขึ้นมา

ตกลงก็ย้ายจากบางอ้อไปอยู่ที่บ้านป่า  แล้วรื้อบ้านที่บางอ้อมาปลูกที่บ้านป่าในที่ดิน  2  งานนี้  แล้วข้าพเจ้าก็เปิดสอนอบรมผู้ใหญ่  ประมาณสักเดือนนักเรียนก็เต็มบ้านผม ผมก็เลยชวนให้พวกเราช่วยกันซื้อที่ดินวาก๊าฟ  เพื่อที่จะได้สร้างโรงเรียน เพื่อทำการสอนต่อไปก็เลยประกาศว่า ใครจะซื้อที่ดินที่จะทำวาก๊าฟเพื่อจะได้สร้างโรงเรียนสอนศาสนา  จูยีโซ๊ะแกจะขายให้จำนวนที่ดิน  2  งาน  ผลที่สุดก็ช่วยกันซื้อที่ดินจนได้ที่วาก๊าฟจำนวน  2  งาน  แล้วผมก็เรี่ยไรจากนักศึกษา  เพื่อจะได้สร้างโรงเรียนมัจลิซุดดีนีบนที่ดิน  2  งานนี้  และมีที่ดินของยีลีบังหน้าโรงเรียนอีก  70  วา  และข้าพเจ้าก็เรี่ยไรซื้ออีก  70  วา  ก็จะได้ที่ดินผืนเดียวกันรวมทั้งหมด  270  วา

รายละเอียดที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ ขอรับรองว่าเป็นความจริงโดยพระเจ้าผู้ทรงเมตตาให้กับข้าพเจ้า
นายสมาน หมัดวัง
ผู้ดูแลกรรมสิทธิ์โรงเรียน
16 ม.ค. 36  เวลา 16.10 น.

ความเป็นมาของมัจลิซุดดีนี

เดิมท่านอาจารย์อับดุรเราะห์มาน  หมัดวังอยู่ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา  ตำบลบ่อตาโล่หรือที่รู้จักกันว่า  ครูมาน  บ่อตาโล่  ต่อมาท่านได้เดินทางมาศึกษากับอาจารย์อับดุลเลาะห์  อับดุลลากาเซ็ม  ที่บางอ้อรุ่นเดียวกับฯพณฯอาจารย์สวาสดิ์  สุมาลยศักดิ์  จุฬาราชมนตรีจึงนับว่าท่านทั้งสองก็เป็นลูกหลานของอัลอัซฮัรเช่นกัน

เนื่องจากท่านอาจารย์อับดุลเลาะห์หรือที่รู้จักกันว่าครูเลาะห์สอนหรืออาจารย์สอน  ท่านได้สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยอัลอัซฮัร  กรุงไคโร  ประเทศอียิปต์  ได้รับชะฮาดะห์  เมื่อวันที่ 1 เดือนร่อบีอุ้ลเอาวั้ล  ฮ.ศ.1347  หลังจากที่อาจารย์อับดุรเราะห์มาน  ได้ศึกษาสำเร็จแล้ว  ท่านได้ทำการสอนแทนท่านอาจารย์อับดุลเลาะห์ที่คลองตันและที่อื่น ๆ มาโดยตลอด  โดยที่ท่านได้อาศัยอยู่บ้านนายห้างบ้านขาวที่บางอ้อ

ต่อมาท่านคิดว่า  จะตั้งหลักปักฐานให้แน่นอนจึงได้ไปปรึกษากับผู้ใหญ่โซะห์  (ฮัจยียูโซะห์  สาดและ)  ว่าอยากจะได้ที่ดินประมาณ  2  งาน  เพื่อปลูกบ้าน  หลังจากที่มีคนมาเสนอให้ที่ดินที่บางมด  ซึ่งทางผู้ใหญ่โซะห์ได้เสนอว่าให้มาอยู่ที่บ้านป่า  (บ้านล่างบึง)  และท่านจะให้ที่ดิน  1  งานและขายให้อีก  1  งาน  ซึ่งท่านอาจารย์อับดุรเราะห์มาน  ก็ตอบตกลงตามที่ผู้ใหญ่โซะห์เสนอ  และได้ย้ายบ้านมาปลูกที่บ้านป่าล่าง

จากนั้นท่านได้เปิดอบรมสอนผู้ใหญ่ที่บ้านของท่านซึ่งก็ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี  ท่านได้ทำการสอนประมาณเดือนเศษมีนักศึกษามารับการอบรมเต็มบ้านของท่าน  ท่านจึงได้ประกาศเรี่ยรายเงินเพื่อซื้อที่ดินวาก๊าฟ  มาสร้างโรงเรียนขึ้นโดยซื้อที่ดินของผู้ใหญ่โซะห์หรือ (จูโซะห์ สาดและ)  2  งาน  และที่ดินของฮัจยีอาลี  ดีเสมาะอีก  51  ตารางวา  และได้เริ่มก่อสร้างโรงเรียนขึ้นเมื่อปีพ.ศ.2510  เป็นอาคารไม้ชั้นเดียว  ใต้ถุนโล่งมี  2  ห้อง  ทำการสร้างเสร็จและเปิดทำการเรียนการสอน  เมื่อวันจันทร์ที่  4  เดือนร่อบีอุ้ลเอาวั้ล  ฮ.ศ.1387  โดยท่านอาจารย์อับดุลเลาะห์สอนได้ตั้งชื่อให้โรงเรียนว่า  ?โรงเรียนมัจลิซุดดีนี?

หลังจากนั้นจึงได้ทำเรื่องเพื่อขอจดทะเบียนเป็นโรงเรียนจากกระทรวงศึกษาและได้รับใบอนุญาตให้เป็นโรงเรียนเมื่อวันที่  12  พฤศจิกายน  พ.ศ.2511  ต่อมาท่านได้โอนที่ดินดังกล่าวให้กับมูลนิธิอับดุลลาเป็นผู้ดูแล  หลังจากนั้นท่านอาจารย์อับดุรเราะห์มานได้ไปติดต่อกับครูมุฮำหมัด  สะริหมัดและครูยะห์  หมัดวัง  ให้มาสอนอัลกุรอ่านและฟัรดูอีน  ส่วนท่านเองสอนอบรมนักศึกษาผู้ใหญ่  จนกระทั่งปีพ.ศ.2534  มีปัญหาบางอย่างเกิดขึ้น

จึงเป็นเหตุที่ทำให้บรรดาคณาจารย์และผู้สนับสนุนกลุ่มหนึ่งจึงได้รวมตัวกันและได้มาเปิดทำการสอนในระดับเอี๊ยะดาดีและซานาวีย์ที่โรงเรียนแห่งนี้  เมื่อวันที่  4  เมษายน  พ.ศ. 2534  โดยมีผู้ใหญ่หวังซบ  นาคนาวา  ดำรงตำแหน่งเป็นประธานฝ่ายบริหาร  อาจารย์ไฟซ้อล  ลีวัน เป็นผู้จัดการ อาจารย์ทวี  (อิสมาอีล)  เด็ดดวง  เป็นอาจารย์ใหญ่


ต่อมาได้จัดตั้งคณะกรรมการขึ้นสามคณะคือ  ฝ่ายบริหาร  ฝ่ายการศึกษา  ฝ่ายมูลนิธิ  โดยมีอ.กอเซ็ม  นาคนาวา  เป็นเหรัญญิก  และ อ.ไฟซ้อล ลีวัน  เป็นเลขานุการ  ทั้งสามคณะแบ่งหน้าที่รับผิดชอบแตกต่างกันไปดังนี้  ฝ่ายบริหารมีหน้าที่บริหารจัดหาปัจจัยและอุปกรณ์ต่าง ๆ มาสนับสนุนการเรียนการสอน  ฝ่ายมูลนิธิจะดูแลเรื่องต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับกฎหมายที่ต้องดำเนินการฝ่ายการศึกษาจะดูแลเกี่ยวกับการเรียนการสอน

ฝ่ายบริหารเริ่มบริหารครั้งแรกเมื่อวันที่  4  เมษายน  2537  โดยการสร้างหอพักนักเรียนชายเป็นไม้ชั้นเดียว  6  ห้อง  ต่อมาได้ยกขึ้นเป็นสองชั้นครึ่งตึกครึ่งไม้  สร้างบ้านพักครูเป็นคอนกรีต  2  ชั้น  4  ห้อง  ต่อมาได้มีนักเรียนเพิ่มมากขึ้นจึงได้ต่อเติมห้องเรียนขึ้นอีกสองห้อง  จากเดิมมีอยู่  2  ห้องและนักเรียนได้เพิ่มขึ้นจนกระทั่งห้องเรียนไม่พอเรียน  ทางโรงเรียนได้รับการอนุเคราะห์จากฮัจยีมันโซร  บุญมาเลิศ  (หมอโซร) ได้ต่อเติมชั้นล่างของโรงเรียนเป็นคอนกรีตเพิ่มขึ้นอีก 4 ห้องโดยท่านออกค่าก่อสร้างทั้งหมดแต่เพียงผู้เดียว  ส่วนอุปกรณ์ต่าง ๆ นั้น  เช่นโต๊ะเรียนและอื่น ๆ ทางโรงเรียนได้รับอนุเคราะห์จากฮัจยีลุกมาน  ซอมัด  และครอบครัวให้ใช้สถานที่ที่บ้านของท่านจัดทำโดยให้ความสะดวกทุกอย่าง


ต่อมาฮัจยีอับดุลกอเดร  ปานนพภา และครอบครัวได้บริจาคที่ดินส่วนหนึ่งให้กับโรงเรียนทางคณะผู้บริหารมีการดำริที่ทำประโยชน์ให้แก่โรงเรียนในที่ดินนี้  จึงได้รื้อบ้านเช่าที่ครูมานปลูกไว้ข้างหลังโรงเรียนไปสร้างในที่ที่ต่วนฮัจยีกอเดรบริจาคให้เป็นอาคารครึ่งตึกครึ่งไม้สองชั้นจำนวน  20  ห้อง  โดยอาจารย์กอเซ็ม  นาคนาวา  เป็นประธานก่อสร้างและฮัจยีอิลยาส  กลมเกลี้ยง  (ช่างอิน)  เป็นผู้ก่อสร้าง


ต่อมาทางโรงเรียนได้ขยายที่ออกไปทางด้านหลังโรงเรียนอีกเนื่องจากด้านหน้ามันคับแคบ  ทางคณะผู้บริหารจึงได้มีมติให้ย้ายโรงเรียนเดิมไปปลูกใหม่ในที่ใหม่นี้  โดยได้ทำการก่อสร้างขึ้นเมื่อวันที่  28  พ.ย.  2544  เป็นอาคาร  3  ชั้น  จำนวน  20  ห้อง  ชั้นบนเป็นห้องละหมาดและห้องสมุด  ชั้นสองเป็นห้องเรียนชั่วคราว  และห้องพักครู  ชั้นล้างเป็นห้องพักนักเรียนชายโดยมีอาจารย์กอเซ็ม  นาคนาวา  เป็นประธานก่อสร้าง  ก่อสร้างโดยฮัจยีอิลยาส  กลมเกลี้ยง  ใช้งบประมาณก่อสร้างประมาณ  2,000,000  บาทเศษ

แต่ในช่วงนั้น  ไม่มีอาคารเรียนมาตรฐานที่ถาวร  ทางคณะกรรมการจึงมีมติให้ก่อสร้างอาคารถาวรขึ้นโดยได้เรียนเชิญ ฯ พณฯจุฬาราชมนตรีอาจารย์สวาสดิ์  สุมาลยศักดิ์มาเป็นประธานวางรากฐานเมื่อวันที่  5  ก.ย.  2548  โดยมีฮัจยีอับดุลมายิ๊ต  เลาะมะ  ประธานจัดงาน  คุณไพรินทร์  อะหมัดตอเฮด  (บังยอด)  ประธานก่อสร้าง  อาจารย์ไฟซ้อล  ลีวัน  เหรัญญิก  อาจารย์อับดุลมาลิก  เลาะมะ  เลขานุการ  เป็นอาคารคอนกรีต  4  ชั้น  จำนวน  17  ห้อง  ประกอบด้วยห้องเรียน  ห้องคอมพิวเตอร์  ห้องพักครู  ห้องรับแขก  ห้องพยาบาล  และอื่น ๆ ใช้งบประมาณก่อสร้างประมาณ  10,000,000  บาทเศษ  โดยรับเงินบริจาคจากตระกูลมาลัยวรรณ  สิทธิวนิชและกองมรดกมาลัยวรรณ  โดยคุณนุช และคุณกูด  จำนวน  3,000,000  บาท  ได้รับการประสานงานจากฮัจยีกอเซ็ม  อับดุลลากาเซ็ม  และได้รับการบริจาคจากผู้มีใจศรัทธาอีกจำนวนมาก

ต่อมาในวันที่  16  พ.ค.  2550  ได้เรียนเชิญคณาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิและผู้มีเกียรติมาดุอาเปิด  โดยท่านอาจารย์อาดำ  มะหะหมัด  ดุอาและเปิดสอน  เมื่อวันที่  17  พ.ค.  2550  และได้จัดการเปิดป้ายเมื่อวันที่  24  พ.ย.  2550  โดยอาจารย์ไฟซ้อล  ลีวัน  ประธานจัดงาน  อาจารย์อรุณ  บุญชม  ประธานกรรมการอิสลามประจำกรุงเทพมหานคร  เป็นประธานเปิดป้าย  รวมใช้เวลาตั้งแต่เริ่มก่อสร้างจนกระทั่งถึงวันเปิดป้ายทั้งหมด  2  ปี  3  เดือน  และช่วงระหว่างปี  2549-2550  ทางสก.ณัฐวุฒิ  หมัดนุรักษ์  ได้แบ่งงบประมาณของเขตสวนหลวงมาสร้างอาคารคอนกรีตให้อีกหนึ่งหลัง  และคุณไพรินทร์  อะหมัดตอเฮด  ได้ทำเรื่องขอเงินจากการเคหะมาสร้างอาคารคอนกรีตให้อีกหนึ่งหลัง

รวมอายุของโรงเรียนมัจลิซุดดีนีตั้งแต่เริ่มก่อตั้งจนกระทั่งถึงปัจจุบันมีอายุได้  42  ปีแล้วและเริ่มสอน  ระดับเอี๊ยะดาดีและซานาวีย์มาได้  17  ปีแล้ว  โดยผู้บริหารคนแรก  คืออาจารย์อับดุรเราะห์มาน  หมัดวัง  ประธานบริหารคนที่  2  ผู้ใหญ่หวังซบ  นาคนาวา  ประธานบริหารคนที่  3  ฮัจยีอับดุลฮามีด  เลาะมะ  ประธานบริหารคนที่  4  ฮัจยียูซบ  ตำราเรียง  ประธานบริหารคนที่  5  ฮัจยีอับดุลการีม  สะยอวรรณ  เป็นประธานคนปัจจุบัน  (2550)

สำหรับฝ่ายการศึกษาหลังจากได้รับหน้าที่แล้วได้จัดทำหลักสูตรขึ้นมาใหม่และพิมพ์ตำราเรียนขึ้นใหม่  เป็นของโรงเรียนโดยตรง  โดยใช้หลักสูตรผสมระหว่างหลักสูตรมหาวิทยาลัยอัลอัซฮัร  มหาวิทยาลัยอัลอิสลามียะฮฺ  มหาวิทยาลัยอัลอินซานียะฮฺประเทศมาเลเซีย  และของโรงเรียนมัจลิซุดดีนี  คือสอนทั้ง เตาฮีดคอลัฟ  เตาฮีดซาลัฟ  ภาษาอาหรับ  อังกฤษ  มลายูเดิม  (กิตาบมลายู)  ภาษารูมีย์  วิชาคอมพิวเตอร์  วิชาลูกเสือ  กศน. และได้ทำหนังสือขออนุญาตใช้หนังสือเป็นหลักสูตรจากคณาจารย์จากมหาวิทยาลัยต่าง ๆ มาสอน

และได้รับอนุญาตจากเชคอัลอัซฮัร  เชคยาดัลฮักให้ใช้หนังสือ อัลฟิกฮฺ  อัลอิสลามีย์ ของท่านสอนในระดับอัลอาลีย์
หนังสือตารีคอัซตัชรีอฺ ของ ศ.ดร.อับดุลฟัตตะห์  อัชเชค  อธิการบดีอัลอัซฮัร
หนังสือมุซตอลาฮุลฮาดีษจาก ศ.ดร.อะห์หมัด  อุมัร  ฮาซิม  อธิการบดีอัลอัซฮัร
หนังสือซอฟวาตุซตาฟาซีร จากเชคอาลีซอบูนีย์  มหาวิทยาลัยอุมมุลกูรอ
หนังสืออัลอุซุลมินอัลอุซูล จากเชคอัลอุซัยมีน  มหาวิทยาลัยอัลอัสลามียะห์
หนังสืออัลลู่บาบ จากเชคดาวูดี  จากซีเรีย
หนังสือมูอามาลาต  อัลบู่นูก  และหนังสือตัฟซีร  อัลว่าซีฎ จาก ศ.ดร.มูฮำหมัด  ตอนตอวีย์  เชคอัลอัซฮัร

หลังจากนั้นจึงได้ขอจดทะเบียนรับรองวิทยฐานะ  (มุอาดะละห์)  จากมหาวิทยาลัยอัลอัซฮัร  มหาวิทยาลัยอัลอิสลามียะห์  มหาวิทยาลัยอัซซัยตูนะห์  ประเทศตูนีเซีย  และสหภาพมหาวิทยาลัยอิสลามแห่งโลก  ต่อมาเมื่อวันที่  15  ซอฟัร  ฮ.ศ.1414  ทางมหาวิทยาลัยอัลอิสลามียะห์  อัลมะดะนียะห์ได้ส่ง ศ.ดร.มูฮำหมัด  อัตตามีมีย์  และศ.ดร.ฟาลาตะห์มาตรวจโรงเรียนเพื่อรับรองโดยได้ให้การรับรองจาก ผศ.ดร.อับดุลเลาะห์  หนุ่มสุข

ต่อมาทางโรงเรียนได้ส่งอาจารย์ไปติดตามเรื่องมุอาดะละห์  และขอทุนการศึกษาและขอครูอาหรับมาสอนที่มัจลิซุดดีนีจากประเทศอาหรับาจนกระทั่งในที่สุด  ทางโรงเรียนจึงได้รับการรับรองวิทยฐานะจากมหาวิทยาลัยอัลอัซฮัร  เมื่อวันที่  19  เมษายน  คศ.1994  มหาวิทยาลัยอัลอัสลามียะห์เมื่อวันที่  8  ชะอฺบาน  ฮ.ศ.1414  มหาวิทยาลัยอัซซัยตูนะห์  เมื่อวันที่  29  ฮ.ศ.1992  และในปีพ.ศ.2535  ทางมหาวิทยาลัยอัลอัซฮัร  ได้ส่งอาจารย์มาสอน  และให้ทุนการศึกษาแก่นักเรียนมัจลิซฯ  ต่อมาในปีพ.ศ.2549  ทางโรงเรียนได้เปิดสอน กศน. ขึ้นโดยมี อ.นิมิต  เลาะมะ  เป็นผู้อำนวยการสอน  และเพิ่มหลักสูตรลูกเสือขึ้นอีก

สำหรับภาคอัลกุรอานและฟัรดูอีน  ทางโรงเรียนได้มอบหมายให้อ.อาลาวีย์  บุญมาเลิศ  เป็นผู้อำนวยการสอน  โดยเริ่มสอนอบรมภาคฤดูร้อนมาตั้งแต่ ปีพ.ศ.2548  โดยไม่ได้เก็บค่าเล่าเรียนแต่อย่างใด สำหรับการเผยแพร่สื่อสารมวลชน  ทางโรงเรียนได้จัดทำหนังสือคู่มือแจกจ่ายไปยังสถานที่ต่าง ๆ และจัดรายการวิทยุที่สถานี ว.พ.ท.  ตั้งแต่ ปี พ.ศ.2540  โดยโรงเรียนได้มอบหมายให ้อ.ไฟซ้อล  ลีวัน  และ อ.อีซา  สิงห์งาม  เป็นผู้ดำเนินรายการ เนื่องจากช่วงนั้นทางโรงเรียนยังไม่มีห้องส่งจึงต้องไปจัดรายการที่สถานีทุกเช้าวันอาทิตย์ ต่อมาทางโรงเรียนได้ทำห้องส่งขึ้นจึงได้ย้ายมาจัดที่โรงเรียน

หลังจากที่ อ.อาลี  เสือสมิง  อ.อับดุลกอเดร  เด็ดดวง  และ อ.อับดุลมาลิก  เลาะมะ  สำเร็จการศึกษากลับมา  จึงมอบหมายให้ทั้งสามเป็นผู้ดำเนินการจัดทำต่อจนถึงปัจจุบัน  สำหรับในอนาคตต่อไปทางโรงเรียน  กำลังดำเนินการขยายการศึกษาให้สูงขึ้นไปอีก  โดยจะเปิดสอนระดับ ปวช.และ ปวส. ซึ่งอยู่ในระหว่างดำเนินการ

นักเรียนคนแรกที่ได้เข้ามาศึกษาที่มัจลิซฯ  คือ  นายอีซา  รัตนะ,  นายอับดุลอาซีซ  เนตรทอง
ผู้ที่ได้รับประกาศนียบัตรคนแรก  คือ  อ.อาลี  เสือสมิง,  อ.ไฟซ้อล  อะหมัดตอเฮด 
ผู้ที่ได้รับทุนการศึกษาต่อต่างประเทศคนแรก  คือ  อ.อับดุลกอเดร  เด็ดดวง,  อ.ดาวุด  มินโด 
ผู้แทนคนแรกที่มาสอนที่มัจลิซฯ  คือ  เชคมูฮำหมัด  ซัยยิด  อิบรอฮีม
ประธานฝ่ายการศึกษาคนแรก  คือ  ฮัจยีอับดุลฮามีด  เลาะมะ  คนที่สอง  คือ  ฮัจยีอับดุลรอฮีม  และหมัด